
คาราเต้ มีกี่สาย ในฐานะ กีฬาคาราเต้ ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง แต่เป็นการผสมผสาน ระหว่างเทคนิคที่แม่นยำ, การควบคุมตนเอง, และกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพื่อทำคะแนนจากคู่ต่อสู้ ในรูปแบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
คาราเต้ มีต้นกำเนิดจากเกาะโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นราวศตวรรษ ที่ 14–15 (ค.ศ. 1300–1400) ในช่วงที่โอกินาวะ มีการติดต่อค้าขาย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กับจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ ศิลปะการต่อสู้ แบบไม่ใช้อาวุธ ท้องถิ่น ของโอกินาวะที่เรียกว่า “เต” (Te หรือ Tii) ได้รับอิทธิพลจากกังฟูจีน โดยเฉพาะมวยชาวจีนตอนใต้
ต่อมาในปี ค.ศ. 1609 เมื่ออาณาจักรริวกิว (โอกินาวะในปัจจุบัน) ถูกตระกูลซัตสึมะ จากญี่ปุ่นเข้าปกครอง ได้มีการออกกฎหมาย ห้ามประชาชนครอบครองอาวุธ ส่งผลให้ชาวบ้าน หันมาพัฒนาทักษะ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างจริงจัง เกิดเป็นพื้นฐานสำคัญ ของคาราเต้ในเวลาต่อมา (17 กรกฎาคม 2025) [1]
คิฮอน (Kihon – พื้นฐาน)
คาตะ (Kata – รูปแบบท่ารำต่อสู้จำลอง)
คุมิเตะ (Kumite – การประลอง)
ที่มา: กติกาของศิลปะการต่อสู้คาราเต้ (2018-2025) [2]
คาราเต้ไม่ได้มีเพียงแบบเดียว แต่เมื่อแพร่หลายออกไป ในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ได้เกิดการพัฒนาแนวทางการสอน และการต่อสู้ที่แตกแขนง ออกมาเป็นหลายสำนัก หรือที่เรียกว่า “สาขา” ซึ่งแต่ละสาย ต่างมีเอกลักษณ์ วิธีฝึก และปรัชญาที่โดดเด่นของตนเอง
หากมองในภาพรวม มี 4 สายหลัก ที่มักถูกกล่าวถึงและถือว่า เป็นพื้นฐานที่ผู้สนใจควรรู้จัก เช่น โชโตกันริว (Shotokan-Ryu) เคียวคุชิน (Kyokushin) ชิโตริว (Shito-Ryu) และ โกจูริว (Goju-Ryu) (31 ตุลาคม 2023) [3]
ถ้าพูดถึงความแข็งแกร่ง ด้านร่างกาย และการต่อสู้จริงโดยตรง สายที่มักถูกยกให้ “แข็งแกร่งที่สุด” คือ เคียวคุชิน
สรุป คาราเต้ มีกี่สาย ไม่ใช่แค่การต่อสู้ แต่เป็นวิถีฝึกฝนร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ช่วยสร้างความแข็งแรง ความอดทน วินัย และสมดุลในชีวิต ทั้งยังเป็นกีฬาที่แข่งขัน ได้ระดับนานาชาติ
การแข่งขันต่างจากการฝึกปกติ เพราะเน้นผลแพ้ชนะ และแรงกดดันสูงกว่าการฝึก ที่มุ่งพัฒนาทักษะทีละขั้นตอน ผู้เข้าแข่งขันต้องใช้ความรู้ เทคนิค ความฟิตเต็มที่ ในเวลาจำกัด ต่างจากการฝึกที่มีโอกาสแก้ไขและลองใหม่ได้