
หากคุณคิดว่า บราซิลเลียนยิวยิตสู คือ การต่อสู้มีแค่การยืนชกและเตะ อาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะมีศิลปะการป้องกันตัวแขนงหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญ กับการพาคู่ต่อสู้ลงสู่พื้น และ ควบคุมสถานการณ์ อย่างสมบูรณ์แบบ
บราซิลเลียนยิวยิตสู (Brazilian Jiu-Jitsu หรือ BJJ) ศิลปะการต่อสู้ และกีฬาแข่งขัน ที่พัฒนาจาก ยิวยิตสูญี่ปุ่นและยูโด โดยมีจุดเด่น ในการต่อสู้ จับล็อกบนพื้น และการควบคุมคู่ต่อสู้ จากด้านบน เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักสอนญี่ปุ่นชื่อ มิตสึโยะ มาจิเดะ (Mitsuyo Maeda)
เดินทางมาสอนศิลปะ การต่อสู้ในบราซิล ครอบครัวเกรซี่นำไปปรับปรุง ให้เหมาะกับผู้ฝึกที่ตัวเล็ก และพัฒนาระบบล็อก และ leverage ที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อมา BJJ เริ่มแพร่หลายสู่ต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ผ่านการแข่งขัน MMA (Mixed Martial Arts) และการสอนโดยครอบครัวเกรซี
มีการแบ่ง สายเข็มขัด (Belt Ranking System) เพื่อแสดงระดับความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้ฝึก โดยเข็มขัดแต่ละสี สะท้อนทั้งความรู้ ทางเทคนิคการต่อสู้ มีดังนี้ เริ่มจาก เข็มขัดสีขาว (White Belt) สำหรับผู้เริ่มต้น ที่ยังเรียนรู้พื้นฐาน ต่อด้วย สีน้ำเงิน (Blue Belt) ที่แสดงถึงความเข้าใจเทคนิคหลัก
และสามารถประยุกต์ได้จริง จากนั้น สีม่วง (Purple Belt) สำหรับผู้ฝึกที่เชี่ยวชาญและเข้าใจเชิงลึกของการควบคุมคู่ต่อสู้ ต่อไปคือ สีน้ำตาล (Brown Belt) ที่เป็นขั้นสูงก่อนถึง สีดำ (Black Belt) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับนักฝึกที่มีความชำนาญเต็มรูปแบบ ทั้งทักษะการวางกลยุทธ์
และปรัชญาการต่อสู้ของ BJJ ผู้ฝึกส่วนใหญ่ต้องใช้ เวลา 8–12 ปี ถึงจะถึงเข็มขัดสีดำ และบางครั้งจะมี เข็มขัดแดง-ดำ หรือแดง สำหรับผู้ฝึกระดับปรมาจารย์
การฝึก BJJ เหมาะกับผู้ที่มี ความตั้งใจฝึกฝนและอดทน เนื่องจากต้องเรียนรู้เทคนิคละเอียดทั้งการล็อก การควบคุม และการพลิกตัวบนพื้น นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และสมาธิ
ผู้เข้าฝึกไม่จำเป็นต้องมี พื้นฐานศิลปะการต่อสู้มาก่อน เพราะ BJJ สามารถปรับระดับความยากง่ายให้เหมาะสมกับผู้เริ่มต้น ผู้ฝึกสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง
อีกคุณสมบัติสำคัญคือ ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของตนเองและคู่ฝึก เพราะการล็อกและ submission อาจทำให้เกิดอันตรายได้หากไม่ควบคุมแรง การเคารพกติกา และคู่ฝึกจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สรุป บราซิลเลียนยิวยิตสู คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เน้น การใช้เทคนิค และกลยุทธ์บนพื้น เพื่อควบคุมคู่ต่อสู้ สร้างความได้เปรียบ ทั้งผู้ฝึกเรียนรู้ทั้ง ล็อกข้อ พลิกตัว และการทำห่วงคอ โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงกายมาก
เหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ เพราะสามารถปรับความเข้มข้น ให้เหมาะสมกับร่างกาย และประสบการณ์ของแต่ละคน เด็กฝึกช่วยพัฒนาความแข็งแรง สมาธิ และวินัย ขณะที่ผู้สูงอายุได้ฝึกความยืดหยุ่น การทรงตัว และความแข็งแรง โดยไม่เสี่ยงบาดเจ็บมาก
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะแขน ขา ลำตัว และแกนกลาง ยังช่วย พัฒนาความยืดหยุ่น ทรงตัว และความคล่องตัว ในการเคลื่อนไหวบนพื้น